นายกอบต.วังทองเร่งหาที่อยู่ใหม่ให้ชาวบ้าน 7 ครัวเรือนถูกคำสั่งให้รื้อถอน

พิษณุโลก  คืบหน้ากรณีชาวบ้าน 7 หลังคาเรือน หมู่ 6 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เดือดร้อนหลังได้รับหนังสือจากองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกจากพื้นที่สาธารณประโยชน์ภายใน 120 วัน หลังอาศัยมานานหลายสิบปี ล่าสุดนายก อบต.วังทอง พร้อมเจ้าหน้าที่นิติกร ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงและหารือแนวทางช่วยเหลือ ยืนยันไม่ทอดทิ้งประชาชน เตรียมทำประชาคมจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ พร้อมประสานหน่วยงานและระดมทุนช่วยสร้างบ้าน ขณะที่ชาวบ้านบางรายยอมย้ายหากได้รับการช่วยเหลือ แต่บางรายยืนยันขออยู่ที่เดิม
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายสมพร ทัดแพ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง พร้อมเจ้าหน้าที่นิติกร ลงพื้นที่พบประชาชนทั้ง 7 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา หลังชาวบ้านติดป้ายขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการ เนื่องจากกังวลว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย หากต้องรื้อถอนบ้านภายในระยะเวลาที่กำหนด
นายสมพร ทัดแพ นายก อบต.วังทอง เปิดเผยว่า ประชาชนทั้ง 7 ครัวเรือนอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานหลายสิบปี ตั้งแต่ก่อนจัดตั้ง อบต.วังทอง โดยบริเวณดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนหลายหลัง และจากการรังวัดตรวจสอบพบว่าบางส่วนอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์จริง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว โดยในขณะนั้นมีการเชิญผู้ร้องเรียนและชาวบ้านทั้ง 7 ครัวเรือนมาพูดคุยหาทางออกร่วมกัน พร้อมทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ให้สามารถพักอาศัยต่อไปได้จนกว่าทางราชการจะขอพื้นที่คืน โดยมีเงื่อนไขห้ามต่อเติมสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมจากสภาพเดิม
อย่างไรก็ตาม ต่อมามีบ้านบางหลังต่อเติมสิ่งปลูกสร้างออกไปอีก ทำให้มีการร้องเรียนต่อ อบต.วังทองอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี กระทั่งล่าสุดผู้ร้องเรียนเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่า หาก อบต.วังทองยังไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหา อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งอาจมีนายก อบต.วังทอง ปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถูกร้อง
นายสมพรกล่าวต่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตนจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย และเป็นที่มาของหนังสือแจ้งให้ชาวบ้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกจากพื้นที่ภายใน 120 วัน โดยยืนยันว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน และพยายามหาทางออกมาตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เริ่มนับระยะเวลาตามหนังสือแจ้ง
ที่ผ่านมา อบต.วังทองได้พาชาวบ้านไปดูพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์บริเวณบ้านคลอง ซึ่งมีทางเลือกให้ผ่อนชำระทั้งบ้านพร้อมที่ดิน หรือเฉพาะที่ดิน แต่เมื่อพูดคุยกันพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระ เนื่องจากมีรายได้น้อยและประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป มีรายได้ประมาณวันละ 200 บาท บางครอบครัวยังมีผู้พิการติดเตียง ขณะที่บางครอบครัวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องดูแลบุตรที่กำลังศึกษาอยู่
นายสมพรกล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้หารือแนวทางจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ โดยมีพื้นที่ที่อยู่ระหว่างพิจารณา 2 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ป่าช้าเก่าภายในหมู่ 6 ตำบลวังทอง และพื้นที่บริเวณใกล้เขาสมอแคลง อำเภอวังทอง ซึ่งจะต้องจัดทำประชาคมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ก่อน หากได้รับความเห็นชอบและสามารถดำเนินการได้ จะนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาจัดสรรพื้นที่ในรูปแบบสหกรณ์สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของทั้ง 7 ครัวเรือน
นอกจากนี้ อบต.วังทองยังมีแนวคิดจัดระบบสาธารณูปโภค ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และถนนสาธารณะให้สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จังหวัด สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ รวมถึงเตรียมแนวคิดจัดทอดผ้าป่าระดมทุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้ประชาชนทั้ง 7 ครัวเรือน โดยตั้งใจให้มีที่พักอาศัยที่สามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้ แม้จะไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ก็ตาม
ด้านนางสาวบุญปลูก ศิริ อายุ 64 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการและอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาโดยตลอด กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ในอดีตผู้ใหญ่บ้านเคยบอกว่าสามารถพักอาศัยได้ จึงอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างในชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนี้ หากต้องย้ายออกไปเช่าบ้านหรือซื้อที่ดินแห่งใหม่ ครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอ เพราะต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินเก็บ จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาทางช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถมีที่อยู่อาศัยต่อไปได้
ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ คงเอี่ยม อายุ 39 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ยอมรับว่าทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ และเข้าใจถึงการดำเนินการของ อบต.วังทอง แต่ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถเช่าบ้านหรือหาที่อยู่อาศัยใหม่ได้ ทำให้เกิดความเครียดและกังวลอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังนายก อบต.ลงพื้นที่ชี้แจงแนวทางช่วยเหลือ หากสามารถจัดสรรที่ดินให้พักอาศัยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีน้ำ ไฟฟ้า และถนนสาธารณะ พร้อมช่วยประสานเงินสนับสนุนการรื้อถอนและสร้างบ้านใหม่ ตนและครอบครัว รวมถึงเพื่อนบ้านอีกหลายครอบครัวก็ยินดีที่จะย้ายออกจากพื้นที่เดิม
อย่างไรก็ตาม นางตล่อม วงศ์ศรีวรรณ อายุ 60 ปี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่มานานกว่า 50-60 ปี ยืนยันว่า ไม่ต้องการย้ายออกจากบ้านที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง โดยเล่าว่าตนเก็บเงินครั้งละ 1,000-2,000 บาท ค่อย ๆ สร้างบ้านจนมีสภาพเช่นปัจจุบัน พร้อมระบุว่าในอดีตผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้น ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้องเรียน เคยบอกว่าสามารถพักอาศัยอยู่ได้ จึงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เรื่อยมา
เมื่อต้องเผชิญคำสั่งให้รื้อถอนบ้านภายใน 120 วัน จึงรู้สึกหมดหนทาง เพราะทรัพย์สินและเงินเก็บทั้งหมดอยู่กับบ้านหลังนี้ แม้ อบต.จะเสนอพื้นที่ป่าช้าเก่าหรือบริเวณเขาสมอแคลงให้พิจารณา แต่ตนไม่ต้องการย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะพื้นที่ป่าช้าเก่าที่ไม่อยากเข้าไปอยู่อาศัย พร้อมยืนยันว่าจะขออยู่บ้านหลังเดิมต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับการรื้อถอนก็ตาม หรือถ้าสดหนทางจริงๆตนเองก็พร้อมที่จะเผาบ้านทิ้งไปเลย
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาที่ต้องหาทางออกร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน โดยต้องคำนึงถึงการดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
/////////

แสดงความคิดเห็น