เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังเร่งจับปลาขาย น้ำท่วมภาคกลางทำปลาขาดตลาด

พิษณุโลก – เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังเมืองสองแควเร่งจับปลาทับทิมส่งขาย หลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เพาะเลี้ยงปลาหลายจังหวัดของภาคกลางสร้างความเสียหายแก่ผลผลิต ส่งผลให้ปริมาณปลาเข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น ดันราคารับซื้อปรับตัวสูงขึ้น ด้านสมาชิกวิสาหกิจชุมชนท่าตะเคียนฟาร์มปลาเผย เลือกเลี้ยงปลาอย่างอิสระ ไม่ผูกพันสัญญากับบริษัทขนาดใหญ่ เน้นบริหารต้นทุนและวางแผนการผลิตตามกำลัง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพในระยะยาว

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณริมแม่น้ำน่าน ชุมชนท่าตะเคียน ตำบลจอมทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เกษตรกรสมาชิกวิสาหกิจชุมชนท่าตะเคียนฟาร์มปลาเร่งจับปลาทับทิมที่เลี้ยงไว้ในกระชังส่งจำหน่ายให้แก่พ่อค้าที่เดินทางมารับซื้อ โดยกระชังแรกที่พ่อค้าเข้าจับปลาเป็นของนางอุมาพร บุญกว้าง สมาชิกวิสาหกิจชุมชนท่าตะเคียนฟาร์มปลา ซึ่งตั้งเป้าจับปลาจำหน่ายประมาณ 600 กิโลกรัม

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความต้องการปลาทับทิมในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น หลังพื้นที่เพาะเลี้ยงปลาในกระชังหลายแห่งของภาคกลางได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยเฉพาะในจังหวัดปราจีนบุรีและกาญจนบุรี ส่งผลให้ปริมาณปลาเข้าสู่ตลาดลดลง พ่อค้าจึงต้องเสาะหาแหล่งรับซื้อปลาเพิ่มเติม เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค
นายวิเชียร รบช้าง สมาชิกวิสาหกิจชุมชนท่าตะเคียนฟาร์มปลา เปิดเผยว่า กลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 8 คน โดยแต่ละคนเลี้ยงปลาอย่างอิสระ ไม่ผูกพันสัญญากับบริษัทขนาดใหญ่ มีจำนวนกระชังเฉลี่ยคนละกว่า 10 กระชัง สามารถผลิตปลาได้รุ่นละประมาณ 3,000–5,000 ตัว ขึ้นอยู่กับจำนวนกระชัง และทยอยจำหน่ายผลผลิตได้ทุกเดือน รวมถึงจำหน่ายให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้ทุกวัน

การออกมาเลี้ยงปลาและบริหารจัดการด้วยตนเองช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก โดยเฉพาะค่าพันธุ์ปลาและอาหารปลา เนื่องจากการซื้อลูกปลาจากบริษัทมีราคาตัวละประมาณ 7–8 บาท ขณะที่การจัดซื้อจากแหล่งอื่นด้วยตนเองมีราคาประมาณตัวละ 1 บาท ส่วนอาหารปลาที่บริษัทจัดหาให้มีราคากระสอบละประมาณ 700 บาท แต่หากซื้อเองจะอยู่ที่กระสอบละประมาณ 500 บาท

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลาอย่างอิสระทำให้เกษตรกรต้องรับผิดชอบด้านการตลาดด้วยตนเอง ต่างจากการเลี้ยงภายใต้สัญญากับบริษัทที่มีผู้เข้ามาจับปลาและจัดการจำหน่ายให้ แต่ปัจจุบันกลุ่มมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการรับซื้อรวมวันละหลักร้อยกิโลกรัม

นายวิเชียรกล่าวเพิ่มเติมว่า การเลี้ยงปลาในกระชังต้องใช้เงินลงทุนสูง โดยกระชังขนาด 3 x 3 เมตร ที่ปล่อยปลาประมาณ 1,000 ตัว ต้องใช้เงินลงทุนค่าลูกปลาและอาหารรวมกว่า 40,000 บาทต่อกระชัง ขณะที่ราคาจำหน่ายยังเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาดเช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายใหญ่

แม้กลุ่มจะออกจากระบบการเลี้ยงปลาภายใต้บริษัทขนาดใหญ่มาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาและจำหน่ายผลผลิตได้ด้วยตนเอง หากมีการวางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนอย่างเหมาะสม
นางอุมาพร บุญกว้าง สมาชิกวิสาหกิจชุมชนท่าตะเคียนฟาร์มปลา กล่าวว่า สมาชิกกลุ่มเลือกประกอบอาชีพเลี้ยงปลาอย่างอิสระ โดยไม่ทำสัญญาผูกพันกับบริษัทขนาดใหญ่ แต่บริหารจัดการด้วยตนเองตั้งแต่การจัดหาพันธุ์ปลาไปจนถึงการจัดซื้ออาหารปลา เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนและกำหนดแนวทางการผลิตได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการจับปลาในครั้งนี้ พ่อค้าเข้ามาติดต่อรับซื้อโดยตั้งเป้าไว้ประมาณ 600 กิโลกรัม แต่สามารถจับปลาได้ในเบื้องต้นประมาณ 300 กิโลกรัม โดยคาดว่าสมาชิกคนอื่น ๆ จะสามารถรวบรวมผลผลิตส่งจำหน่ายเพิ่มเติมได้

โดยปกติ กระชังหนึ่งสามารถจับปลาได้ประมาณ 500 กิโลกรัม มีปลาอยู่ภายในกระชังประมาณ 800–1,000 ตัว อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูฝนระดับน้ำมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ส่งผลให้ปลามีอัตราการตายเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงต้องปรับลดปริมาณการเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ก่อนวางแผนเพิ่มผลผลิตอีกครั้ง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้บริโภคนิยมซื้อปลาเพิ่มขึ้น

แสดงความคิดเห็น