วันที่ 22 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวพาไปดูอาชีพ “คนปีนตาล” ที่บ้านน้ำคบ หมู่ 4 ตำบลบ้านยาง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก หนึ่งในอาชีพดั้งเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่มากนักในปัจจุบัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิถีชีวิตที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันไปประกอบอาชีพอื่น ส่งผลให้ภูมิปัญญาการทำตาลโตนดเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดผู้สืบทอด
นายไร่ คงสิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านน้ำคบ ตำบลบ้านยาง อำเภอวัดโบสถ์ ได้กล่าวว่า “ตอนนี้ชุมชนบ้านน้ำคบของเรา พยายามนำทุกส่วนของต้นตาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด” แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนว่า แต่เดิมใบตาลที่ร่วงหล่นมักสร้างปัญหาให้กับพื้นที่นา แต่ปัจจุบันได้นำใบตาลและก้านตาลมาแปรรูปเป็นสีธรรมชาติสำหรับย้อมผ้า กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นสีจากธรรมชาติแท้ ทำให้มีผู้สนใจและสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของลูกตาลสุกที่ร่วงหล่น ก็ถูกนำมาแปรรูปเป็นขนมและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งแป้ง เนื้อตาล และสินค้าพร้อมจำหน่าย ซึ่งได้รับการตอบรับดี มีลูกค้าติดต่อสั่งซื้อจำนวนมาก สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนในแต่ละปีได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เรายังนำน้ำตาลสดจากตาลโตนดมาแปรรูปได้หลากหลาย ทั้งน้ำตาลสด น้ำตาลก้อน และล่าสุดกำลังพัฒนาเป็นเจลลี่น้ำตาลสด เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานจากน้ำตาลธรรมชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ปัจจุบันในชุมชนมีกลุ่มครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับตาลโตนดจำนวน 13 ครัวเรือน โดยยังคงอาศัยต้นตาลธรรมชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มมีการปลูกทดแทนต้นตาลเก่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาทรัพยากรในระยะยาว ขณะนี้ชุมชนได้ปลูกต้นตาลเพิ่มเติมบริเวณคันคลองชลประทานทั้งสองฝั่ง รวมเกือบ 3,000 ต้น ซึ่งต้นตาลหลายต้นเริ่มเจริญเติบโตและมีความสูงมากขึ้น เป็นความหวังในการต่อยอดอาชีพของคนในพื้นที่ สำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวตาลโตนด จะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมิถุนายน รวมระยะเวลาประมาณ 6-7 เดือน ซึ่งสามารถสร้างผลผลิตและรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
ตาลโตนดถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน เราสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าย้อมสีธรรมชาติ น้ำตาลสด น้ำตาลก้อน เจลลี่น้ำตาลสด รวมถึงขนมพื้นบ้านอย่างขนมตาลไส้ลาวา และน้ำตาลโบราณ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่สร้างชื่อและรายได้ให้กับคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
ด้านนายมิตร มิ่งน้อย อายุ 59 ปี ชาวบ้านน้ำคบ หมู่ 4 ตำบลบ้านยาง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของคนทำตาลอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เขาเล่าว่า เริ่มทำตาลมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม แม้บางต้นจะออกนอกฤดูในช่วงเข้าพรรษา แต่มีเพียงเล็กน้อย ทำให้ต้องคอยสังเกตและดูแลอย่างใกล้ชิด
การทำตาลโตนดไม่ใช่แค่ปีนขึ้นไปเอาน้ำ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ โดยเฉพาะไม้ไผ่ป่าที่ใช้ทำ ‘พะอง’ หรือบันไดปีนต้นตาล ต้องคัดเลือกอย่างดี เลือกตาที่แข็งแรง เรียงสลับซ้ายขวาอย่างเหมาะสม บางต้นสูงมากก็ต้องต่อพะองเป็นช่วงๆ ใช้ทั้งความชำนาญและความกล้า กว่าจะขึ้นไปถึงยอดตาลแต่ละต้น
“ตาลในพื้นที่บ้านน้ำคบไม่ได้ปลูกเป็นสวน จะขึ้นกระจายตามพื้นที่ ต้นที่อยู่รวมกันส่วนใหญ่ก็มีอายุเป็นร้อยปีแล้ว ถือว่าเป็นของมีค่าในชุมชน”
สำหรับตาลโตนด 1 ต้น สามารถสร้างประโยชน์ได้แทบทุกส่วน ตั้งแต่นำน้ำตาลสดมาแปรรูป ลูกตาลอ่อนนำมาเฉาะขาย หรือหากสุกเนื้อเหลืองก็นำไปทำขนมตาล แม้แต่เมล็ดที่ทิ้งไว้ เมื่อฝนตกก็ยังงอกเป็น “จาวตาล” สร้างรายได้เพิ่มได้อีก
ปัจจุบัน น้ำตาลสดขนาด 1.5 ลิตร ขายส่งขวดละประมาณ 50 บาท ครอบครัวสามารถผลิตได้วันละกว่า 100 ลิตร สร้างรายได้เฉลี่ยวันละราว 2,000 บาท ส่วนน้ำตาลก้อน ราคากิโลกรัมละ 150 บาท ขายได้วันละประมาณ 10–11 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้วันละประมาณ 1,500–1,600 บาท “ถือว่าเป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวได้จริง ผมมีลูก 2 คน ก็ส่งเรียนจนจบ มีครอบครัวได้ด้วยเงินจากตาลโตนดทั้งหมด”
อย่างไรก็ตาม ลุงมิตรยอมรับว่า อาชีพคนทำตาลกำลังเผชิญกับปัญหาขาดคนสืบทอด “ตนอยากให้เด็กรุ่นใหม่มาสืบสาน เพราะทุกขั้นตอนมีคุณค่า ผมเคยสอนคนหนึ่งจากนครพนม จากที่ไม่เป็นอะไรเลย ตอนนี้ปีนเก่งและเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว แต่ลูกหลานตัวเองกลับไม่มีใครทำต่อ ก็น่าจะจบที่รุ่นผม”
ในแต่ละปี เขาจะคัดเลือกต้นตาลที่ให้น้ำดีมาทำต่อเนื่อง โดยใช้ประมาณ 20 ต้นต่อฤดูกาล และเคยคำนวณว่า ตาล 1 ต้น สามารถสร้างรายได้ประมาณ 8,000–9,000 บาท ต่อระยะเวลา 6 เดือน
ขณะที่นางยวน มิ่งน้อย อายุ 58 ปี ภรรยาของลุงมิตร ได้เล่าว่า “ในชุมชนของตน ถ้าพูดถึงคนปีนตาล ผู้หญิงมีแค่ตนคนเดียว ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาทำเอง เพราะปกติจะให้สามีปีนให้ตลอด หรือไม่ก็จ้างคนอื่น แต่บางครั้งก็ไม่ทันใจ บางทีเขามาช้า ทำให้เสียเวลาไปเยอะ ช่วงหลังสามีมีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลัง ตนเลยตัดสินใจลองฝึกปีนเอง เพราะพื้นฐานเป็นคนชอบปีนต้นไม้ตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ฝึกไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็สามารถปีนต้นตาลแทนสามีได้อย่างคล่องแคล่ว ทำมาได้ประมาณ 5 เดือนกว่าแล้ว ตอนนี้ถ้าพูดถึงการปีนขึ้นไปเก็บน้ำตาลสด ถือว่าสบายมากสำหรับตน แต่จะมีขั้นตอนสำคัญคือการ ‘นวดงวงตาล’ อันนี้ต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์จริงๆ ถึงจะทำเป็นและได้น้ำตาลที่มีคุณภาพดี ซึ่งหน้าที่นี้ยังให้สามีเป็นคนทำอยู่
ส่วนตนจะดูแลตั้งแต่การปีนขึ้นไปรองน้ำตาล ลงมาจนถึงขั้นตอนกรองและต้มเองทั้งหมด ตอนนี้ก็มีลูกค้าสั่งกันเข้ามาเรื่อยๆ แต่ละเจ้าก็จะมีความต้องการต่างกัน บางคนไม่ชอบหวานมาก ตนก็จะตั้งไฟให้เดือดเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าใครอยากได้หวานจัด ก็ต้องเคี่ยวนานหน่อย ซึ่งก็จะได้ความหวานมากขึ้น แต่ปริมาณน้ำตาลก็จะลดลงไปด้วย นอกจากน้ำตาลสดแล้ว ตนยังนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลก้อน มีทั้งแบบก้อนธรรมดาที่ชาวบ้านใช้ทั่วไป และแบบใส่แม่พิมพ์ลายดอกไม้ สำหรับลูกค้าที่นำไปขายต่อหรือวางจำหน่ายตามห้าง เพื่อเพิ่มความสวยงามและมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย
แม้อาชีพคนปีนตาลจะยังคงสร้างรายได้และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านน้ำคบได้อย่างมั่นคง แต่หากไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อ ภูมิปัญญาที่สั่งสมมานานอาจค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเรื่องเล่าของ “อาชีพที่เคยมีอยู่จริง” ในชุมชนแห่งนี้
///////////////















