
ชาวประมงอ.เชียงคาน จ.เลย ผวา หลังพบปลาแค้มีตุ่มปริศนาทั่วตัว หวั่นเชื่อมโยงมลพิษต้นน้ำ นำปลามาให้นักวิจัย มหาวิทยาลัยนเรศวร ตรวจชิ้นเนื้อ หาสารโลหะหนัก พร้อมทั้งเตือนประชาชนหากพบอย่านำไปรับประทาน
เมื่อเวลา 16.00 น. 23 เมษายน 2569 ที่ห้องแลปพยาธิวิทยา อาคารมหาธรรมราชา มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีพบปลาน้ำโขงมีลักษณะผิดปกติ โดยนักวิชาการได้ร่วมตรวจสอบตัวอย่างปลาแค้ที่ชาวประมงจากอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย นำส่งเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด ท่ามกลางความกังวลของชุมชนต่อความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
นายชาญณรงค์ วงศ์ลา นายกสมาคมฮักแม่น้ำโขง และตัวแทนกลุ่มฮักเชียงคาน เปิดเผยว่า จุดที่พบปลาอยู่บริเวณ “ดอนไข่” บ้านเชียงคาน หมู่ 1 ซึ่งเป็นแหล่งหาปลาสำคัญของชุมชน โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่ 22 เมษายน 2569 หลังชาวประมงจับปลาแค้ได้ 1 ตัว มีลักษณะผิดปกติชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพบมาแล้ว 3 ครั้ง ตัวนี้เป็นตัวที่ 4 จุดที่พบเป็นลุ่มน้ำเดียวกัน และเป็นปลาชนิดเดียวกัน
ก่อนหน้านี้พวกเราติดตามเรื่องการปนเปื้อนในแม่น้ำกกมาโดยตลอด แต่ไม่คิดว่าสถานการณ์จะกระทบมาถึงพื้นที่เชียงคานเร็วขนาดนี้ ที่ผ่านมาเรามีการตรวจวัดคุณภาพน้ำเองบ้าง ซึ่งค่าที่ได้ยังไม่เกินมาตรฐาน แต่ก็มีรายงานจากกรมควบคุมมลพิษ ภาค 9 อุดรธานี ที่ตรวจพบว่าบริเวณแก่งคุดคู้มีค่าบางอย่างเกินมาตรฐาน ทำให้พวกเรากังวลมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
นายชาญณรงค์กล่าวต่อว่า ปลาแค้ตัวดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 100 กรัม ยาวราว 23 เซนติเมตร มีตุ่มขึ้นตามครีบ หนวด รอบปาก และลำตัว คล้ายการติดเชื้อหรือปนเปื้อนบางอย่าง ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจมีสารปนเปื้อนเดินทางมาถึงพื้นที่แล้ว
ทั้งนี้ยังมีข้อสันนิษฐานจากชาวประมงว่า สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนจากต้นน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ สปป.ลาว ที่มีเหมืองจำนวนมาก รวมถึงเหมืองทองในจังหวัดเลย ประกอบกับก่อนหน้านี้ยังมีเหตุรถบรรทุกสารเคมีคว่ำในหลวงพระบาง ซึ่งสารอาจไหลลงสู่แม่น้ำคานและเชื่อมเข้าสู่แม่น้ำโขง
จุดที่เราพบปลา อยู่ห่างจากแม่น้ำเลยประมาณ 4-5 กิโลเมตร และห่างจากแก่งคุดคู้ในระยะใกล้เคียงกัน ทำให้ยิ่งเชื่อมโยงกับแหล่งน้ำหลายจุด การเจอครั้งนี้เหมือนเป็นการซ้ำเติม เพราะก่อนหน้านี้เราก็เผชิญผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงอยู่แล้ว ทั้งเรื่องระดับน้ำขึ้นลงผิดปกติ
หลังพบปลาผิดปกติ กลุ่มชาวบ้านได้ประสานนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อนำตัวอย่างมาตรวจสอบ โดยระบุว่าเป็นการพบลักษณะเช่นนี้เป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบกว่า 15 ปี ชาวบ้านไม่กล้ากิน เพราะกลัวอันตรายจากสารปนเปื้อน สิ่งนี้กระทบทั้งความเชื่อมั่นด้านอาหารและวิถีชีวิตของชุมชน
ด้านอาจารย์ศรัณย์พร เกิดเกาะ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ และหัวหน้าโครงการระบบวิทยาศาสตร์พลเมืองฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันสาเหตุ จากกรณีที่เคยพบเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน ปลาที่มีลักษณะคล้ายกัน เมื่อผ่าตรวจสอบภายในตุ่มที่ปรากฏบนตัวปลา พบว่ามีทั้งพยาธิและไข่พยาธิอยู่ภายใน ซึ่งสะท้อนว่าปลามีภาวะอ่อนแอ และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อาจมีสารโลหะหนักหรือมลพิษสะสม
อาจารย์ศรัณย์พร กล่าวว่า การตรวจต้องพิจารณาทั้งภายนอกและภายใน ทั้งเนื้อปลาและเครื่องใน รวมถึงตรวจหาการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ ขณะนี้ยังไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก เนื่องจากพบปลาลักษณะดังกล่าวเพียงประมาณ 4 ตัวเท่านั้น แต่การเฝ้าระวังถือเป็นสิ่งสำคัญ และควรรอผลตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นทางการก่อนขอแนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะเครื่องใน ซึ่งเป็นจุดสะสมสารปนเปื้อน
ขณะที่ ดร.ทนพ.ณัฐวุฒิ เจริญผล อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า จากการตรวจเบื้องต้นพบความผิดปกติภายนอกชัดเจน แต่ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ สิ่งที่เห็นตอนนี้เป็นเพียงลักษณะภายนอกเท่านั้น การจะระบุสาเหตุที่แท้จริงต้อง ตรวจทางพยาธิวิทยา เช่น ลักษณะของรอยโรค ตรวจว่ามีพยาธิหรือไม่ มีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ รวมถึงดูสภาพของเนื้อเยื่อ
ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า พบก้อนนูนกระจายบริเวณใต้คาง ปาก และครีบ มากกว่า 10 ก้อน ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อหรือมีสิ่งแปลกปลอมสะสมในร่างกาย แม้ปลาจะตายแล้ว แต่ยังสามารถตรวจหาหลักฐานบางอย่างได้ โดยเฉพาะพาราไซต์ หากอยู่ในก้อนนูน เมื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจบนสไลด์ อาจพบตัวอ่อนหรือพยาธิได้ ส่วนแบคทีเรียไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องย้อมสีและตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อจำแนกชนิด
อย่างไรก็ตาม การตรวจมีข้อจำกัด เนื่องจากปลาตายแล้วเกิดกระบวนการย่อยสลายตัวเองของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อมสภาพ สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ คือการเก็บข้อมูลให้มากที่สุด ทั้งภาพลักษณะภายนอก และตัวอย่างอวัยวะ เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อ สิ่งที่เห็นชัดคือปลาตัวนี้มีความผิดปกติและอยู่ในภาวะป่วยแล้ว ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอผลตรวจในห้องปฏิบัติการยืนยัน
และจากการนำชิ้นเนื้อไปส่องในกล้องจุลทรรศ พบว่า เป็นของพยาธิใบไม้ที่ตรวจพบบนก้อนเนื้อลักษณะเป็นตุ่มนูนบริเวณผิวของปลา ซึ่งได้จากการผ่าชำแหละตัวอย่างปลา จากนั้นนำตัวอย่างเนื้อเยื่อมาตรวจด้วยเทคนิค wet smear และส่องภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ทำให้สามารถสังเกตลักษณะของพยาธิได้โดยตรงในสภาพสด จากลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่พบ พยาธิมีรูปร่างแบนคล้ายใบไม้ และมีอวัยวะสำหรับยึดเกาะ (haptor) บริเวณปลายลำตัว ซึ่งอาจเห็นเป็นตะขอ (hooks) หรือโครงสร้างคล้ายแผ่นดูด ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับพยาธิใบไม้ที่เป็นปรสิตภายนอกของปลา
///////////////






