“เฮียฝา” เศรษฐีตลาดหนองตม ฟ้องธนาคารเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย300 ล้าน

พิษณุโลก  เฮียฝาเศรษฐีหนองตมเมืองสองแคว เดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมถึง 5 ปี ฟ้องธนาคารดัง ปล่อยให้บุคคลอื่น ถอนเงินโดยไม่มีสมุดโอน โดยโอนและถอนเงินสด 59 รายการ ยอดเงิน 226 ล้านบาท ยกมือไหว้หัวหน้าสำนักงานจังหวัด-ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมพิษณุโลก หลังร้องเรียนมหากาพย์ 5 ปี กระทั่งศาลจังหวัดแพร่ประทับรับฟ้องแล้ว

วันนี้ 19 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นายประเสริฐ แก้วผกาผ่องศรี หรือ เฮียฝา อายุ 82 ปี ชาวบ้าน ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก และ นายสมยศ พงศ์กิตติไพสิฐ อายุ 57 ปี บุตรชาย เดินทางมาขอบคุณ นายอธิปไตย ไกรราช หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพิษณุโลก และ พ.ต.รังสรรค์ รังษิรุจิ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก หลังจากยื่นเรื่องร้องเรียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 64 สมัยนายอธิปไตยฯ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมเมื่อ 5 ปีก่อน กรณีเงินฝากในบัญชีธนาคารจำนวน 9 บัญชี สูญหายไปจำนวนกว่า 50 ล้านบาท และสืบต่อเนื่องจนยอดที่หายไประดับหลายร้อยล้านบาท ซึ่งในคำร้องผู้เสียหายขอสเตทเมนต์ ตั้งแต่ 10 ม.ค. 2562 จนถึงวันที่ 25 ส.ค. 2564 จากธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่งของ จ.พิษณุโลก แต่ถูกบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้สเตทเมนต์ ตกเป็นข่าวโด่งดัง กระทั่งไปร้องเรียนถึงธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อ 15 ก.ค. 2564

ทั้งนี้เงินในบัญชีของ ”เฮียฝา”ถูกอดีตผู้จัดการธนาคาร ซึ่งเป็นลูกเขยของ นายประเสริฐ แก้วผกาผ่องศรี หรือ เฮียฝา ถอนโดยการโอนแบบไม่มีสมุดบัญชีไปประมาณ 50 ล้านบาท โดยโอนไปเข้าบัญชีภรรยาของอดีตผู้จัดการธนาคารและลูกเลี้ยงของนายประเสริฐ นายประเสริฐ แก้วผกาผ่องศรี หรือ “เฮียฝา” ถือว่า เศรษฐีระดับร้อยล้านตลาดหนองตม จ.พิษณุโลก กับ นายสมยศ พงศ์กิตติไพสิฐ ลูกชายคนโต เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.พิษณุโลก หลังพบพิรุธเส้นทางการเงินในบัญชี หายไปกว่า 50 ล้านบาท โดยตรวจสอบพบว่าถูกโอนเข้าบัญชีของลูกเลี้ยงเฮียฝา

ล่าสุด ศาลจังหวัดแพร่ ลงรับประทับ ”รับฟ้อง” คดีหมายเลขดำ ผบ.43/2569 คดีแพ่ง ระหว่าง นายประเสริฐ แก้วผกาผ่องศรี โดยนายสมยศ พงศ์กิตติไพสิฐ ผู้รับมอบอำนาจ กับ ธนาคาร(มหาชน) ชื่อดังแห่งหนึ่ง เรื่อง…ผิดสัญญาฝากทรัพย์ ติดตามเอาทรัพย์คืน เรียกค่าเสียหาย 339,454,696 บาท (รวมอัตราดอกเบี้ยร้อย 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง)
อ้างถึง บัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ปี 52 -59 มีผู้มาทำการเบิกถอนเงินโอนไม่มีสมุดคู่ฝากและถอนเงินโดยการโอนและถอนเงินสด ไปจากบัญชีธนาคารของโจทก์ โอนไม่มีสมุดคู่ฝากถอนโดยการโอนและถอนเงินสด จำนวน 59 รายการ รวมเป็นเงินนวน 226,303,136 บาท
โจทก์ทวงถามถึงธนาคารของจำเลยทั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาที่จังหวัดแพร่รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยหลายครั้งหลายหน เพื่อขอทราบรายละเอียดการถอนเงินโดยการโอนไม่มีสมุดคู่ฝากและถอนโดยการโอนจากบัญชีของโจทก์ รวมทั้งขอตรวจสอบรายการเดินบัญชีย้อนหลังบัญชีธนาคารของโจทก์ ธนาคารของจำเลย กลับไม่มีรายละเอียดความคืบหน้าให้กับโจทก์แต่อย่างใด จึงมีการการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองแพร่แล้ว เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับบุคคลผู้ถอนเงินโดยการโอนไม่มีสมุดคู่ฝาก

ด้าน นายสมยศ พงศ์กิตติไพสิฐ กล่าวว่า หลังจากตนและบิดาได้เดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมจนศาลประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากทางธนาคารไม่สุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แก้ไขรายการสเตทเม้นท์ประวิงเวลา ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ให้รับโทษ มีชื่อบุคคลที่ 3 เข้าร่วมบัญชีเงินฝาก ให้ถอนเงินหลายครั้งโดยไม่มีสมุดบัญชีผู้ฝาก จึงฟ้องร้องค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยประมาณกว่า 300 ล้านบาท โดยศาลจังหวัดแพร่นัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 29 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ สุดท้ายจึงอยากฝากเตือนพี่น้องประชาชนที่ใช้บริการกับธนาคารต่างๆ ให้มั่นตรวจสอบบัญชีเงินฝากของตนเอง ว่ามีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อป้องกันการยักยอกและทุจริตเงินในบัญชีของตัวเองด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะเดินหน้าต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัวต่อไป.

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ที่ทั้งคู่มาร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลกครั้งแรก นาย พงศ์กิตติไพสิฐ บุตรชาย กล่าวว่า เมื่อก่อน นายประเสริฐ แก้วผกาผ่องศรี ผู้เป็นพ่อ จะอยู่ในความดูแลของลูกเลี้ยงทั้ง 3 คน ส่วนตนก็จะทำธุรกิจร้านแอร์อยู่ในตัวเมืองพิษณุโลก นานๆ ครั้งจะกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ที่ตลาดหนองตม อ.พรหมพิราม กระทั่งแม่เสียชีวิตจึงมีการแบ่งมรดกทรัพย์สินต่างๆ ให้เท่าๆ กัน พอแบ่งมรดกเสร็จเรียบร้อยแล้วลูกเลี้ยงกลับไม่เอาใจใส่ดูแลพ่อเหมือนแต่ก่อน จนสุดท้ายมารู้เรื่องว่าเงินในบัญชีของพ่อถูกถอนไปอย่างน่าสงสัยมากกว่า 50 ล้านบาท แต่ตนหาหลักฐานสเตทเมนท์มาได้เพียง 3 บัญชีเท่านั้น อีก 6 บัญชี ธนาคารกลับปฏิเสธไม่ยอมให้ ตนจึงได้ทำเรื่องร้องไปยังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุดมีหนังสือตอบกลับมาเรียบร้อยแล้ว วันนี้ตนจึงต้องการกู้ศักดิ์ศรีของพ่อกลับคืนมาเพราะที่ผ่านมาพ่อทำมาหากินเลี้ยงดูทุกคนมาเป็นอย่างดี กลับมาทำผู้มีพระคุณเช่นนี้
//////////

แสดงความคิดเห็น