พิษณุโลก วิถีคนกับเรือยาวแห่งวัดท่าโรงตะวันตก ต้นกำเนิดนักสู้เรือยาวเมืองสองแคว
วันที่ 14 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงสำคัญของชุมชนคนรักเรือยาว ที่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรือและฝีพาย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันเรือยาวประเพณีของจังหวัดพิษณุโลกประจำปี 2569 จัดระหว่างวันที่ 16-20 กันยายน 2569
ชุมชนวัดท่าโรงตะวันตก ตำบลวัดพริก อำเภอเมืองพิษณุโลก ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนสำคัญที่มีประวัติความผูกพันกับการแข่งขันเรือยาวของจังหวัดมาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็นผู้รับผิดชอบขบวนผ้าป่าหัวเรือ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อถวายแด่องค์พระพุทธชินราชเป็นประจำทุกปี
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ “ผู้ใหญ่เกรียง” หรือนายเกรียงไกร ใจยวง อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านท่าโรงตะวันตก ตำบลวัดพริก อำเภอเมืองพิษณุโลก ปราชญ์ชาวบ้านและผู้ที่ผูกพันกับวิถีคนกับสายน้ำมาตลอดชีวิต ทั้งในฐานะอดีตฝีพายเรือยาว ผู้จัดการทีมเรือยาวของชุมชน และประธานชุมชนท่าโรง
ผู้ใหญ่เกรียงเล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ก็รู้จักประเพณีผ้าป่าหัวเรือของชาวบ้าน โดยในอดีตแม่น้ำและลำคลองเป็นเส้นทางสัญจรสำคัญ ชาวบ้านจะใช้เรือเป็นพาหนะในการแห่ผ้าป่าไปทำพิธีที่วัดในชุมชน ก่อนที่บ้านท่าโรงจะกลายเป็นศูนย์รวมขบวนผ้าป่าสามัคคีจากหลายชุมชน
จากนั้นจะใช้เรือลากจูงขบวนทวนน้ำขึ้นไปตามแม่น้ำน่าน เพื่อถวายผ้าป่าแด่องค์พระพุทธชินราช ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ เป็นประจำทุกปี ก่อนที่กิจกรรมดังกล่าวจะพัฒนาไปสู่การแข่งขันเรือยาว และกลายเป็นการแข่งขันเรือยาวประเพณีที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ในอดีต หนึ่งในบุคคลที่ทุ่มเทให้กับการแข่งขันเรือยาวของบ้านท่าโรง คือ “ผู้ใหญ่จาว” นายจาว ทองรอด อายุ 95 ปี ซึ่งถือเป็นปูชนียบุคคลของชุมชน และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้วัดท่าโรงตะวันตกมีชื่อเสียงด้านการแข่งขันเรือยาวมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันเรือยาวของชุมชนถูกนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เรือยาววัดท่าโรงตะวันตก โดยเรือทุกลำล้วนมีเรื่องราวและที่มา สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนท่าโรงที่ผูกพันกับแม่น้ำน่าน
เรือขนาด 50 ฝีพาย ประกอบด้วย เรือแม่ศรีตะเภาทอง เรือผ่องนภา และเรือขุนศึก ส่วนเรือขนาด 30 ฝีพาย ได้แก่ เรือธิดาตะเภาทอง เรือธิดาผ่องนภา และเรือรุ่งนภา
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บรักษาเรือ หากแต่เป็นพื้นที่แห่งศรัทธาของคนในชุมชน เพราะนอกจากเรือจะเป็นเครื่องมือสำหรับการแข่งขันแล้ว ยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ผู้คนจะเข้ามากราบไหว้ “แม่ย่านางเรือ” เปรียบเสมือนบรรพชนที่เคารพนับถือ
โดยเฉพาะเรือแม่ศรีตะเภาทอง ซึ่งชาวบ้านถือเป็น “แม่ใหญ่” เรือไม้ขนาด 50 ฝีพายลำนี้เริ่มนำมาใช้แข่งขันตั้งแต่ปี 2515 โดยนายจาว ทองรอด ผู้นำชุมชนและนักเล่นเรือยาวในสมัยนั้น เป็นผู้เดินทางไปซื้อเรือลำดังกล่าวมาจากวัดหัวดง จังหวัดพิจิตร
ผู้ใหญ่เกรียงเล่าว่า ในเวลานั้นจังหวัดพิษณุโลกยังไม่มีเรือยาวขนาดใหญ่ถึง 50 ฝีพาย จึงเชื่อว่าเรือแม่ศรีตะเภาทองน่าจะเป็นเรือขนาดใหญ่ลำแรก ๆ ของจังหวัด ก่อนที่ต่อมาวัดต่าง ๆ ในคุ้งน้ำน่าน รวมถึงชุมชนที่สนใจการแข่งขันเรือยาว จะสร้างเรือขนาดใหญ่ขึ้นตามมา
เรือแม่ศรีตะเภาทองยังถูกนำไปแข่งขันในสนามต่าง ๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากในยุคนั้นเรือขนาด 50 ฝีพายยังมีจำนวนไม่มาก ผลการแข่งขันมีทั้งแพ้และชนะสลับกันไป และยังไม่มีถ้วยพระราชทานเหมือนในปัจจุบัน
ถ้วยรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันจำนวนมากจึงกลายเป็นความทรงจำของคนในชุมชน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เห็นเรือของชุมชนออกไปลงแข่งขันอยู่เสมอ
การเล่นเรือยาวในอดีตต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนมาก ชาวบ้านท่าโรงจึงร่วมกันลงขันทำบุญกับวัด เพื่อนำเงินมาจัดสร้างเรือยาวสำหรับการแข่งขัน ทั้งการสร้างเรือใหม่ด้วยการขุดไม้ และการจัดซื้อเรือจากชุมชนอื่น เช่น เรือแม่ศรีตะเภาทอง
เรือแต่ละลำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรือสำหรับการแข่งขัน หากแต่เป็นสิ่งที่รวบรวมความรัก ความสามัคคี และแรงศรัทธาของคนในชุมชน เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ฝีพายของวัดท่าโรงตะวันตกจะรู้กันดีว่า เมื่อถึงเวลาแข่งขัน หากมีเสียงตะโกนว่า “ขอให้แม่ใหญ่เหิน แม่ใหญ่เหิน” นั่นหมายถึงการระลึกถึงเรือแม่ศรีตะเภาทอง และเป็นเหมือนการปลุกพลังและจิตวิญญาณของฝีพายทุกคนให้พร้อมลงสนามชิงชัย
เรือแต่ละลำยังมีตุ๊กตาประจำเรือ ซึ่งสร้างจากไม้ชนิดเดียวกับที่ใช้ทำเรือ เป็นรูปแม่ย่านางประจำเรือ เช่น แม่ย่านางศรีตะเภาทอง แม่ย่านางผ่องนภา และขุนศึก โดยชาวบ้านจะนำตุ๊กตาเหล่านี้มารวมไว้ที่ศาลเพื่อกราบไหว้บูชา ภายในพิพิธภัณฑ์เรือของชุมชน
นอกจากเรื่องราวในอดีตแล้ว วิถีเรือยาวของชุมชนยังคงดำเนินต่อไปในปัจจุบัน โดยทุกวันในช่วงประมาณ หกโมงเย็น ฝีพายของชุมชนวัดท่าโรงตะวันตกจะลงเรือเพื่อฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
ชายหนุ่มและลูกหลานคนท่าโรงเหล่านี้ คือผู้สานต่อวิถีคนรักเรือยาวที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แม้เส้นทางของเรือยาวจะมีทั้งช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและร่วงโรย แต่ความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตที่ซ่อนอยู่ในลำเรือทุกลำยังคงอยู่
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของขบวนผ้าป่าสามัคคี เงินทำบุญของชาวบ้าน ตลอดจนแรงกายแรงใจของผู้คนตลอดกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ล้วนเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้เรือทุกลำในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ กลายเป็นภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ของชุมชน
เป็นเรื่องราวของความรัก ความศรัทธา และความสามัคคี ที่ไม่เคยแยกผู้คนออกจากเรือและสายน้ำ
และไม่ว่าการแข่งขันเรือยาวประเพณีจะมีผลแพ้หรือชนะเกิดขึ้นกับเรือลำใด แต่ตราบใดที่ยังมีการแข่งขันเรือยาวประเพณีบริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่าน หน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ขององค์พระพุทธชินราช
นั่นก็หมายถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ความผูกพันกับสายน้ำ และความมั่นคงของความสามัคคีในชุมชน ยังมีความหวังที่จะสืบทอดประเพณีอันดีงามนี้ต่อไป ผู้ใหญ่เกียงกล่าวในที่สุด
