“ประเสริฐ” รมว.ศธ. เปิดงานมหกรรมวิชาการ “All for Education 9P2R 2026” ที่พิษณุโลก

พิษณุโลก “ประเสริฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดงานมหกรรมวิชาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาสู่การปฏิบัติภาคเหนือตอนล่าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ จังหวัดพิษณุโลก ย้ำ 5 นโยบายสำคัญ ได้แก่ ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างโรงเรียนปลอดภัย และขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout มุ่งไม่ให้เด็กไทยแม้แต่คนเดียวหลุดออกจากระบบการศึกษา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมวิชาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาสู่การปฏิบัติภาคเหนือตอนล่าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ดร.เอกวัฒน์ ล้อสุนิรันดร์ ศึกษาธิการภาค 15 รักษาการในตำแหน่ง ศึกษาธิการภาค 17 ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 18  ดร.นัยนา ตันเจริญ รองศึกษาธิการภาค 17 ปฏิบัติหน้าที่ รองศึกษาธิการภาค 18
ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและนวัตกรรมทางการศึกษาจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทั้ง 9 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเน้นการขับเคลื่อน 5 นโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ การสร้างโรงเรียนปลอดภัย (Safe School) การขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการศึกษา และการคืนเวลาให้ครู

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาทางวิชาการ การนำเสนอผลสำเร็จของการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงพิธีมอบโล่เกียรติคุณและเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงาน สถานศึกษา และผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการศึกษา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ โครงสร้างประชากร และความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยการแข่งขันของประเทศในอนาคตจะวัดกันที่ “คุณภาพของคน” ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติหรือเงินทุนเท่านั้น

“ตนเชื่อมั่นว่านโยบายที่ดีที่สุด คือนโยบายที่เข้าใจบริบทของพื้นที่จริง ไม่ใช่มองจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว” นายประเสริฐกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดงาน จะเดินทางไปพบปะครอบครัวและเด็ก ๆ ที่ตำบลท่าทอง และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอพรหมพิราม เพื่อรับฟังปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยตนเอง เนื่องจากนโยบาย Thailand Zero Dropout จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากความเข้าใจชีวิตจริงของเด็กแต่ละคน ไม่ใช่พิจารณาเพียงตัวเลขในรายงานของกระทรวงศึกษาธิการ

ภายใต้แนวคิด “All for Education” กระทรวงศึกษาธิการได้วางทิศทางการทำงานที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้น 5 เรื่องหลัก ได้แก่

โรงเรียนปลอดภัย (Safe School) ให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจสำหรับเด็กทุกคน
Thailand Zero Dropout ไม่ให้เด็กไทยแม้แต่คนเดียวต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ ให้การเรียนรู้ตอบโจทย์ทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต
AI เพื่อการศึกษา ให้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยครู ไม่ใช่เข้ามาทดแทนครู
คืนเวลาให้ครู ลดภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เพื่อให้ครูมีเวลาทุ่มเทให้กับนักเรียนอย่างเต็มที่

“ทั้ง 5 เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายที่แยกออกจากกัน แต่เป็นฟันเฟืองเดียวกันที่ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการศึกษา” นายประเสริฐกล่าว

ลงพื้นที่ติดตามเด็กหลุดจากระบบ

ต่อมา เวลา 11.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 122/1 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านของนายพรรษวัฏ จาดยางโทน อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนท่าทองพิทยาคม

นายพรรษวัฏเป็นนักเรียนที่มีความตั้งใจศึกษา แต่มีข้อจำกัดด้านฐานะทางเศรษฐกิจและภาระครอบครัว โดยบิดาและมารดาแยกทางกัน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับมารดา และมีความจำเป็นต้องช่วยหารายได้เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว จึงเคยหยุดเรียนและออกจากระบบการศึกษาเพื่อไปทำงานในโรงงานน้ำแข็งและรับจ้างทั่วไป

นายประเสริฐและคณะได้เข้าพบครอบครัว สอบถามปัญหา และให้กำลังใจ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าดำเนินนโยบาย Thailand Zero Dropout อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาลดลงจากประมาณ 1 ล้านคน เหลือราว 6 แสนคน และตั้งเป้าหมายให้เหลือศูนย์

นายประเสริฐกล่าวว่า เชื่อมั่นว่าสามารถดำเนินการให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ เพราะจากกรณีของนายพรรษวัฏจะเห็นได้ว่านักเรียนยังมีความต้องการศึกษา และเห็นความสำคัญของวุฒิการศึกษาที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างความมั่นคงในอนาคต จึงมีความประสงค์ที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เด็กและเยาวชนไม่ได้หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่ต้องการเรียนเสมอไป แต่ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและบริบทของชีวิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้องออกจากระบบการศึกษา ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องเข้าใจและเข้าถึงเด็กแต่ละคน เพื่อให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

แสดงความคิดเห็น